Tour

[On Tour] Russia 8 Days 6 Nights ~Moscow~

posted on 24 May 2012 10:45 by toyting in Tour directory Travel

ลัดคิวเอาทริปรัสเซียขึ้นมาอัพก่อน เพราะทำรูปเสร็จแล้ว

อีกทั้งวันก่อนคุยกับอิยาย แล้วอิยายพูดว่า

"ป้าไปรัสเซียมาเหรอคะ เป็นประเทศนึงที่อิยายอยากไปนะ"

ด้วยความที่อ่าน Blog อิยายพาเที่ยวญี่ปุ่นมานานและบ่อยๆ

(จริงๆ ต้องบอกว่า "ตายักษ์พาเมียเที่ยว" ต่างหาก)

เดี้ยนก็เลยอยากจะพาเที่ยวบ้างอะไรบ้าง

ส่วนทริปอื่นๆ อังกฤษ (ที่เหลืออยู่) ฮ่องกง มาเก๊า พม่า (สองรอบ) ก็ดองไว้ก่อนละกัน


แบ่งเป็น 2 พาร์ทค่ะ แยกตามเมืองที่ไปเที่ยวค่า

ยังคงเป็นทริปสามคนพ่อลูกเหมือนเดิม

พยายามชวนแม่แล้ว แต่คงเพราะปีนี้ยุโรปหนาวจัด มีคนตายหลายศพ

แม่เลยปฏิเสธไปว่า "ฮึ่ย! หนาว พวกเอ็งไปกันเถอะ ข้าไม่ไปด้วยร้อก"

เอวังด้วยประการล่ะฉะนี้

รัสเซียเป็นประเทศที่เราอยากไปเที่ยวมานานแล้ว

นั่นเพราะการ์ตูนที่เรารักมากที่สุดอย่าง "Moon child"

เนื้อหาครึ่งหลังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในรัสเซียในยุคสงครามเย็น

แต่ให้ไปกับทัวร์ก็แพงเกิน จึงคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า

น้องสาวที่เคยไปรัสเซีย 7 หรือ 8 ครั้งนั้น จะสามารถนำเที่ยวได้

บูบู้เป็นคนมีความสามารถในการนำเที่ยวอยู่ในระดับสูงค่ะ

ไปอยู่อังกฤษแค่ปีเดียว ก็สามารถพาพี่และพ่อตะลอนลอนดอนจนไปสุดสก็อตแลนด์

(ได้ข่าวว่าแกเรียนที่ลีดส์ไม่ใช่เรอะ)

หรือแม้แต่ตอนที่ไปเที่ยวฮ่องกงกับเกาหลี

ทั้งๆ เพิ่งมาครั้งแรก แต่มันก็พยายามจะกางแผนที่พาเที่ยวเองให้ได้

(ปรึกษาตรูที่เคยมาแล้วก็ได้นะ)

ถึงอย่างนั้นเมื่อพูดถึงรัสเซีย เจ้าตัวกลับส่ายหน้าดิก แล้วพูดว่า

"แกไปเห็นประเทศเขาก่อน แล้วแกจะรู้ว่าทำไมฉันพาเที่ยวไม่ได้"

 

ทุกอย่างในประเทศนี้เป็นภาษารัสเซียทั้งหมดค่ะ

เต็มไปด้วยตัวอักษรที่เหมือนสัญลักษณ์มากกว่าอักขระ

อีกอย่างคนรัสเซียก็ไม่พูดภาษาอังกฤษกันเลย (ยกเว้นร้านขายของที่ระลึก)

เราว่าญี่ปุ่นตอนที่เราครั้งแรกเมื่อ 4 ปีที่แล้วแย่แล้วนะ รัสเซียนั้นหนักกว่า

ดังนั้นซึ่งสำคัญในการท่องเที่ยวด้วยตัวเองที่รัสเซียก็คือ

"ควรจะรู้ภาษารัสเซียไว้บ้าง เพราะภาษาอังกฤษไม่สามารถช่วยอะไรคุณได้เลย"

 

สำหรับทริปในมอสโคว์นี้

ครอบครัวเราได้น้องซินซึ่งเป็นน้องนักศึกษาปริญญาโททุนรัฐบาลรัสเซียมาช่วยเป็นล่ามให้ค่ะ

ต้องขอบคุณน้องมากๆ เลยนะคะ 

ออกเดินทางด้วยสายการบิน Aeroflot สายการบินแห่งชาติรัสเซีย

ข่าวลือที่เคยได้ยินเกี่ยวกับสายการบินนี้ก็คือ

ใช้เครื่องบินเก่าราวกับยกมาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

ทำให้เกิดการโต้เถียงกันเล็กน้อย เพราะน้องสาวอยากการบินไทยมากกว่า

แต่พอยื่นคำขาดไปว่า "ถ้าตั๋วเครื่องบินเกินสามหมื่น พี่ไม่ไป" ถึงตกลงกันได้

เวลาเดินทางดิฉันงกอยู่สองอย่างคือค่าเดินทางกับค่าที่พัก

ค่ากินกับค่าช้อปเนี่ยไม่งกเท่าไหร่ โฮ่ๆๆๆๆ

 

ทว่า Aeroflot ดีกว่าที่คิด

เครื่องบินลำใหม่ อาหารบนเครื่องก็อร่อย

อีกทั้งยังบินตรงจากกรุงเทพไปมอสโคว์เลย

กัปตันก็ขับนิ่ม ไม่ค่อยตกหลุมอากาศ หรือบินโล้ดโผนเหมือน Jet Airway

เขามีธรรมเนียมปรบมือให้กัปตันเวลานำเครื่องลงอย่างปลอดภัย

เลยเป็นครั้งแรกที่ได้ปรบมือให้กัปตันนะเนี่ย

แต่ข่าวลือที่ถูกต้องน่าจะเป็น

แอร์ต่างหากที่มาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สองไม่ใช่เครื่องบินร้อก

 เดินทางท่องเที่ยวปลายมีนาคมจนถึงต้นเมษายน

ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูหนาว หิมะที่ปกคลุมรอบๆ เมืองค่อยๆ ละลาย

ทำให้พื้นเฉอะแฉะ รถแต่ละคันเปื้อนโคลนโสโครกมาก รองเท้าเราก็เช่นเดียวกัน

ทว่า...รูปไม่งามเราไม่เอามาลงให้ดู (ฮา)

จริงๆ ฤดูท่องเที่ยวของรัสเซียคือฤดูร้อนซึ่งจะต่อจากนี้

แต่เพราะพ่อพูดว่า "มารัสเซียต้องเห็นหิมะสิ"

ก็เลยตัดสินใจมาก่อนฤดูร้อนเล็กน้อย  

ยังดีที่อุณหภูมิไม่ติดลบแล้ว อีกทั้งนักท่องเที่ยวก็ไม่แออัดเหมือนช่วงฤดูร้อน


 การเดินทางเกือบทั้งหมดของเราในมอสโคว์อาศัยรถไฟฟ้าใต้ดินค่ะ

กล่าวกันว่าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินของรัสเซียนั้นถือกันว่าเป็นสถานีที่สวยที่สุดในโลก

ในเรื่อง Moon Child จะมีตอนนึงที่อาร์ต (พระเอก?)

แหงนหน้าดูโคมไฟระย้าที่แขวนอยู่ในสถานีรถไฟอย่างอึ้งๆ

เราก็ไปยืนอึ้งกับเขาบ้าง แม้ของจริงจะอับแสงแอบมืดไปบ้าง

 

ว่ากันว่าตอนที่เปลี่ยนประเทศเป็นคอมมิวนิสต์

ทางพรรคคอมมิวนิสต์พยายามคิดหาวิธี ว่าจะทำยังไงถึงจะนำเอา

ของตกแต่ง งานศิลปะที่มีค่าทั้งหลายของชนชั้นสูง

มาแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้ชื่นชมบ้าง

หวยเลยมาออกที่สถานีรถไฟใต้ดิน

เนื่องจากเป็นที่ๆ ทุกคนต้องใช้บริการทุกวัน

นอกจากจะเป็นการเดินทางที่สะดวก ครอบคลุม และทั่วถึงที่สุดแล้ว

ที่สำคัญยังถูกอีกต่างหาก จะใกล้จะไกลแค่ไหนก็ราคาเดียวกันหมด

สตาร์ทที่ประมาณ 20 รูเบิ้ล ประมาณ 20 บาทไทย (ค่าเงินแทบจะ 1:1)

ถ้าซื้อหลายๆ เที่ยวก็จะถูกลงอีก แถมซื้อแค่ใบเดียวใช้ได้ทั้งครอบครัว

แตะบัตรให้พ่อผ่านไปก่อน แตะรอบสองให้บูบู้ผ่าน แตะรอบสามเราค่อยผ่าน

ซื้อไป 60 เที่ยว ได้ราคา 16 รูเบิ้ล/คน/เที่ยว

 

ในรูปยังไม่ใช่สถานีรถไฟที่สวยที่สุดนะคะ แต่เอามาแปะ

เพราะสถานีนี้มีรูปปั้นสัตว์นำโชค ที่สีของมันกระดำกระด่าง

เพราะเชื่อกันว่าถ้าได้ลูบรูปปั้นพวกนี้จะทำให้พบกับโชคดี

คนเลยลูบกันซะจนสีลอก ถ้าอยู่เมืองไทยนึกว่าขอหวยซะแล้ว

เดี้ยนก็เลยลูบไก่ไปตามระเบียบของคนเกิดปีไก่

ในรัสเซีย ไก่ถือเป็นสัตว์ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์

ดังนั้นตุ๊กตารัสเซียจึงนิยมวาดเป็นรูปสตรีรัสเซียอุ้มไก่ค่ะ 

 จุดหมายแรกของเรา "Cathedral of Christ the Saviour"

แต่ทัวร์ไทยเราเรียกว่า "โบสถ์โดมทอง"

เห็นโบสถ์แรกโบสถ์เดียวก็รู้ได้เลยว่า

หลังจากนี้เราจะเจอโบสถ์หัวหอมอีกหลายหัว

เนื่องจากเป็นลักษณะเด่นของโบสถ์คริสต์นิกายรัสเซียนออร์ทอดอกซ์

ที่เห็นนี้เป็นโบสถ์ที่สร้างใหม่เพราะของเดิมถูกทำลายในยุคของสตาลินที่ต้องการล้มล้างศาสนา

ฮีสั่งให้ทุบโบสถ์มาเป็นสระว่ายน้ำ 6^^ (คิดได้เนอะ)

แต่สุดท้ายประชาชนก็ช่วยระดมทุนสร้างขึ้นมาใหม่

 ช่วงบ่ายไปช้อปที่ "Arbat Street" เฮ้ย! ช้อปเลยเรอะ

จริงๆ ไปหาข้าวกลางวันกินค่ะ เห็นว่าอยู่ใกล้ๆ โดมทอง

เลยไปกินข้าวที่นั่นกัน อาหารมื้อแรกที่เป็นอาหารรัสเซีย (ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เพราะในร้านมันมืด)

ก็ยังดีที่ได้กิน ไปอังกฤษกับพม่าไม่เคยได้กินอาหารประจำชาติเลย

น้องสาวบอกว่าไม่อร่อย เลยไม่ยอมพาไปกิน

 

สำหรับ Arbat เป็นช้อปปิ้งสตรีทที่โด่งดังของมอสโคว์

ออกแนวถนนคนเดินนิดๆ แต่แออัดน้อยกว่า เพราะถนนเขากว้างกว่า

นักท่องเที่ยวชอบมาเดินเที่ยวซื้อของที่ระลึกกัน

อันได้แก่ ภาพวาด ตุ๊กตารัสเซีย อำพัน ไม้แกะสลัก ฯลฯ

แต่เป็นที่รู้กันว่าที่นี่ของแพงค่ะ  อีกอย่างพอไปถึงก็หิมะตก!

แผงลอยทั้งหลายเก็บของกันถ้วนหน้า

นอกจากค่าข้าวกลางวันแล้ว จึงไม่ได้เสียทรัพย์แต่ประการใด

 

หลังจากนั้นเราก็ทิ้งมอสโคว์ไว้เบื้องหลัง

เพื่อไปเที่ยวเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 3 วัน

เที่ยวครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ สงสัยมอสโคว์จะงอน

เพราะวันแรกที่กลับมาตั้งใจจะเป็นเที่ยวเครมลิน

ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญของมอสโคว์  แต่แล้วเครมลินก็ปิดค่ะ T0T 

 ได้แต่ถ่ายรูปเล่นอยู่หน้ "พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์" บริเวณ "Red Square" แทน

ยังสงสัยตัวเองอยู่ ในเมื่อเครมลินปิดทำไมไม่เข้าไปดูพิพิธภัณฑ์หว่า

หรือเพราะมันแพง? จำเหตุผลไม่ได้แฮะ

 ที่ยืนอยู่คือกิโลเมตรที่ 0 ของมอสโคว์ค่ะ

เทียบเท่ากับอนุสาวรีย์ชัยบ้านเรานี่เอง 

 เปลี่ยนเพลนไปกินข้าวเที่ยงที่ "Izmailovsky Maket"

ที่เห็นเป็นอาหารปิ้งย่างสไตล์รัสเซียค่ะ

มีบริการปิ้งให้พร้อมสรรพ เราก็ชี้ๆ ว่าจะกินอะไรบ้าง

แล้วไปนั่งรอในกระท่อม (จริงๆ) จากนั้นเขาจะเอามาเสิรฟ์

เห็นแซลม่อนชิ้นโตๆ แล้วปลาบปลื้มน้ำตาไหล

 

สินค้าในตลาด izmailovsky เหมือนกับสินค้าที่ถนน Arbat เลยค่ะ

แต่เขาบอกมาว่าสินค้าในตลาดนี้ถูกกว่า

เพราะเป็นตลาดที่เจ้าของสินค้ามาขายเอง + เป็นตลาดค้าส่ง

สามคนพ่อลูกเลยช้อปแหลก

ที่น่าประทับใจคือ พ่อค้าแม่ค้าที่นี่แม้หน้าตาจะติดเย็นชาหน่อยๆ

แต่พอบอกว่ามากจากเมืองไทยแล้ว เขาดูจะเฟรนด์ลี่ขึ้นมาทันที

แม่ค้าคนนึงเล่าว่าเคยไปพัทยา 5 ครั้ง และชอบมาก

สำหรับเราคนไทยก็นึกอยู่นะว่าพัทยาถึงน่าไป แต่ต้องไปถึง 5 ครั้งเลยเรอะ

เจร๊เปลี่ยนที่เที่ยวบ้างก็ได้นะ

 

 เป็นวันที่บาดเจ็บจริงจังค่ะ เพราะนอกจากไม่เป็นไปตามเพลนที่วางไปแล้ว

ยังเสียทรัพย์อีกมากมาย งบประมาณหายไปกว่าครึ่ง

โชคดีที่มีชายหนุ่มผู้ใจดีนอกจากจะให้สามคนพ่อลูกมีที่พักไว้ซุกหัวนอนแล้ว

มื้อเย็นเขายังพานั่งรถรางอุ่นเบาะไปกินราเม็งชื่อดังของมอสโคว์ด้วย

(อ๊าย อาหารญี่ปุ่นในต่างแดน)

 

คงเป็นเพราะเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นด้วยล่ะมั้ง

เลยมีวัยรุ่นหนึ่งนางแต่งคอสเพลย์นั่งเล่นตุ๊กตาริกะๆ อยู่ข้างๆ โต๊ะเรา

มันเป็นเรื่องที่ทำให้พ่อเราประหลาดใจมากกกกกกกกกกกกถึงมากที่สุด

ที่เห็นฝรั่งแต่งคอสเพลย์ พ่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคอสเพลย์คืออะไร

พอเราอธิบายว่ามันเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้กระแสเอเชียเริ่มฮิตในยุโรปแล้ว

เมืองไทยก็มีคนแต่งแบบนี้ แต่จะไม่มานั่งคนเดียวแบบนี้

เลเยอร์บ้านเราส่วนมากอยู่เป็นทีมมากันเป็นแก็งค์

บูบู้ได้ทีฟ้องพ่อว่า "เพื่อนต้อยติ่งน่ะ แต่งอย่างนี้กันหมดนั่นแหละ น่ากลัวกว่านี้อีก"

พ่อถึงกับอุทานว่า "เรอะ!" ด้วยเสียงอันดัง

ได้ทีเลยนะแก~~~~~~~~~~~~~ 

 .

.

 

เช้าอีกวัน ได้เวลากลับเข้า "เครมลิน" อีกครั้ง

เครมลินเป็นพระราชวังที่ประกอบด้วย

ปราสาท โบสถ์ วิหาร พิพิธภัณฑ์ คลังแสง หอคอย ป้อมปราการ หอสูง ยอดแหลม และโดมมากมาย

ล้อมรอบด้วยกำแพงสูง เปรียบได้กับพระบรมมหาราชวังของบ้านเรานี่เอง

 

ฉายา "อิปร้าฟ้าใส" มันไม่ได้เป็นแค่คำร่ำลือนะคะ

เพราะมันมีบทพิสูจน์ให้เห็นจะๆ ตาอยู่แล้ว

เมื่อไหร่ที่ดิฉันออกเที่ยวภูมิอากาศมักเป็นใจเสมอ

ดูท้องฟ้าฤดูหนาวเหนือยอดโบสถ์นั่นสิคะ

  

คนส่วนมากมักจะเข้าใจผิดคิดว่าไอ้เจ้าโบสถ์หน้าตาน่ารักสีสันลายลูกกวาดนี้คือเครมลิน

แต่จริงๆ มันคือ "วิหารเซนต์เบซิล" อยู่ด้านนอกเครมลินค่ะ พูดง่ายๆ คืออยู่นอกกำแพงวัง

ถ้าเครมลินเป็นพระบรมมหาราชวัง

วิหารเซนต์เบซิลก็คงจะเป็นวัดพระแก้ว

ที่มีจัตุรัสแดงเป็นสนามหลวง

 

เมื่อพูดถึงสิ่งก่อสร้างมีชื่อเสียงของรัสเซีย  

ภาพของวิหารเซนต์เบซิลมักจะลอยขึ้นมาในหัว

พอมาได้เห็นจริงๆ และไปเดินวนมารอบนึง 

พบว่า ขนาดกะทัดรัดกว่าที่คิด ดูน่ารัก น่าเอ็นดู

 

แต่ประวัติของวิหารมันไม่ได้น่ารักไปด้วย

มีเรื่องเล่าว่าวิหารนี้หลังจากสร้างเสร็จ

พระเจ้าอีวานผู้โหดเหี้ยมได้สั่งให้ควักลูกตาสถาปนิกทั้งสองข้าง

เพื่อไม่ให้สถาปนิกผู้นี้ไปสร้างวิหารที่มีความสวยงามกว่า

  

จะว่าไปสิ่งก่อสร้างที่ไม่เข้าพวกกับวัดวังในโซนนี้มาที่สุด

เห็นจะเป็นห้างสรรพสินค้าล่ะนะ

แต่ "กุม" ก็เป็นห้างที่เก่าแก่และไฮโซที่สุดของรัสเซีย

ที่มาตั้งอยู่ในอาณาบริเวณ Red Square  นี้ด้วย

เอาน่า อย่างน้อยสถาปัตยกรรมของกุมก็ยังเนียนๆ ไม่ทำลายทรรศนียภาพของเมืองไปเลย

 

ที่เขาว่าถ้าหิมะตกอากาศถึงจะอุ่นขึ้นท่าจะจริง

เพราะว่าวันนี้ถึงแดดจะออก แต่อากาศกลับหนาวกว่าทุกวัน

เดินจนขาแข็งได้ที่เจอห้างก็เลยรีบดิ่งเข้าไปทันที

ดื่มโกโก้ (ถ้วยละ 80 รูเบิ้ล) และกินข้าวกลางวันกันที่นั่นค่ะ

 

คล้อยบ่ายเมื่อฟื้นกำลังกันแล้ว เลยตัดสินใจไปปีนเขากันค่ะ

"Sparrow Hills" ไม่ใช่ภูเขายิ่งใหญ่อลังการที่ต้องใช้เวลาเดินเป็นวันๆ

เป็นเพียงเนินเขาเตี้ยๆ ใช้เวลาเดินประมาณ 20-30 นาทีเท่านั้น

เดินขึ้นเขาไปพร้อมๆ กับชมบรรยากาศไปรอบๆ

  

ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นแดนหมีขาว แต่ในป่าธรรมชาติของรัสเซียไม่มีหมีขาวนะคะ

มีแต่หมีธรรมดา สีน้ำตาล สีดำ แต่ไม่มีสีขาวแน่ๆ ค่ะ

ที่หมีขาวกลายเป็นสัญลักษณ์ของคนรัสเซียในความเข้าใจของคนทั่วไป

น่าจะเพราะหมีขาวเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่หนาวเหน็บ

เหมือนกับคนรัสเซียที่ต้องทนกับอากาศติดลบทุกปี

  

เราไม่ได้ปีนเขาเพื่อจะส่องดูหมี

แต่เพื่อมาชมวิวในมุมสูงของกรุงมอสโคว์ต่างหากล่ะ

บริเวณนี้อยู่ตราข้ามกับมหาวิทยาลัยมอสโคว์

มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และดีที่สุดของรัสเซีย

 

หลังจากได้สัมภาษณ์น้องซิน นักเรียนทุนรัฐบาลรัสเซีย

เกี่ยวกับการเรียนชีวิตมหาลัยว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ก็พบว่ารัสเซียให้มีทุนเรียนฟรีให้กับนักเรียนต่างชาติ

นอกจากค่าเทอมฟรีแล้ว สวัสดิการต่างๆ

อย่างหอพักหรือค่าเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน และรถราง ก็แทบจะฟรีหมด

ถ้าถือบัตรนักศึกษาก็จะได้ส่วนลดเข้าสถานที่ท่องเที่ยวหรือพิพิธภัณฑ์อีกต่างหาก

ส่วนค่าครองชีพนั้นไม่ได้แพงอย่างที่คิดเดือนละ 5,000-6,000 ก็อยู่ได้

 

พอฟังแบบนี้ ไอ้เราก็ โอ๊ะ ค่าใช้จ่ายพอๆ กับเรียนที่เมืองไทยเลยนี่หว่า

ดังนั้นเงินไม่น่าจะเป็นอุปสรรค์ในการมาเรียนที่นี่

แต่อุปสรรคจริงๆ สำหรับนักเรียนไทยที่อยู่รัสเซีย 

ข้อแรกคือ เค้าใช้ภาษารัสเซียในการเรียนการสอนค่ะ

ดังนั้นต้องใช้เวลาในการเรียนภาษารัสเซียพอสมควร 

ข้อสอง เพราะอากาศที่หนาวที่หนาวจัด ทำให้ความกระตือรือร้นที่จะไปเรียนลดลงเยอะ

น้องซินบอกว่าในหน้าหนาว ลืมตาขึ้นมา แทบจะแยกไม่ออกเลยว่านี่มันกลางวันหรือกลางคืน

ดังนั้นสำหรับคนที่คิดจะไปเรียนต่อรัสเซีย ลองเอาไปคิดพิจารณาดูนะคะ

 เข้าสู่วันสุดท้ายแล้วค่ะ เหลือเวลาแค่ครึ่งวันเช้า

ในยุคสงครามเย็น รัสเซียถือว่าเป็นมหาอำนาจทางอวกาศคู่คี่กับอเมริกา

ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ และต้องทำใจว่าได้เจอเด็กๆ มาทัศนศึกษาแน่ๆ

แต่ไม่ว่ายังไงเราจะไปดู "พิพิธภัณฑ์อวกาศ" ของเขากันค่ะ

 

เพราะก่อนจะบินกลับบ้าน

เราจะส่งป๊ะป๋าบินไปกับยูริ กาการิน ฟิ้ววววววววววววว

  

พูดได้ว่าบรรยากาศไม่ได้แตกต่างไปจากท้องฟ้าจำลองบ้านเราสักเท่าไหร่

เพียงแต่จับต้องได้มากกว่า เพราะเขามีชุดนักบินอวกาศจริงๆ

มีอุปกรณ์เครื่องใช้ อาหารที่ใช้บนยานให้เราได้ดู

มีกระสวยอวกาศมาตั้งให้ปีนเล่น

อีกทั้งยังมีประวัติศาสตร์ด้านอวกาศที่ยาวนานให้เด็กๆ ของพวกเขาได้ภูมิใจ

ทว่า....ทำไมทุกอย่างเป็นภาษารัสเซียหมดล่ะเนี่ยยยยยยยยยยยยย

 >>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>ฉึบ 

ตัดจบภาคแรกไว้แต่เพียงเท่านนี้

ภาคต่อไปเราจะไปตะลุย "เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก" ราชินีแห่งยุโรปเหนือ

ถึงจะไปเซนต์แค่ 3 วัน 2 คืน แต่ได้ข้อมูลกลับมาเป๊ะมาก

เพราะมีไกด์เป็นว่าที่ดอกเตอร์นี่นะ

  

หมายเหตุ สำหรับคนที่ถามมาเกี่ยวกับฟิคใน Entry ที่แล้ว อดทนรอนิดนึงนะคะ เพราะคงมีโครงการรีปริ้นซ์อีกครั้งช่วงงานปลายปีค่ะ

edit @ 24 May 2012 21:42:47 by toy_ting