Tour

[On Tour] Hongkong 4 Days 3 Nights

posted on 17 Apr 2009 13:21 by toyting  in Tour

สวัสดีปีใหม่ไทยแบบเลทๆ เหมือนเดิม (หัวเราะ) สงกรานต์ปีนี้กลับบ้านต่างจังหวัดตามวิสัยคนไทยค่ะ  ทันได้เที่ยวสงกรานต์เมืองศรีสัชนาลัยด้วยล่ะ  ไม่พอยังได้ขี่ช้างร่วมขบวนไปเปิดงานกับเขา (ศรีสัชเป็นเมืองป่าไม้ที่ยังคงมีการเลี้ยงช้างไว้เพื่อใช้งานอยู่จ๊ะ) ตื่นเต้นเพราะเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้ขี่ช้างตัวเป็นๆ ข้ามป่า ข้ามเขา ข้ามแม่น้ำ ตัดผ่านอุทาน ฝ่าฝูงชน ใช้เวลาเกือบชั่วโมงแน่ะ  ผลคือ เมาช้างค่ะ (เอิ๊ก) สาบานได้ว่า มันไม่ใช่การเดินทางที่สะดวกสบายเลย เมื่อยก้น เหน็บกิน และมึนหัว นี่แค่ชั่วโมงเดียวเองนะ แล้วที่บรรพบุรุษของพวกเราที่ต้องขี่ช้้างรบกับพม่าเป็นแรมปี อืม...ลำบากลำบนกว่านี้อีก  ถ้าปู่ย่าตาทวดมาเห็นสงครามกลางเมืองอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้  คงนึก...'อยากเขกกระโหลกลูกหลานแหงๆ' (คำพูดอิยายค่ะ) 

เอาเหอะ entry นี้ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองและไม่ได้เกี่ยวกับสงกรานต์ ก็แค่เกริ่นไปงั้นๆ แหละ เราตั้งใจจะสะสางทริปฮ่องกงให้เรียบร้อยต่างหาก หลังจากทริปเกาหลีอัพไปอย่างง่อยมาก (หัวเราะ) และคงไม่มีอะไรจะเพิ่มเติมนอกจากนั้นอีก  ไปหลายวันก็จริง ทว่าแต่ละวันช่างไร้ค่าเสียยิ่งกว่าอยู่เหมือนไทย ไปเพื่อกินกับช้อปแท้ๆ  ขนาดเที่ยวยังบ่ได้เที่ยวเล้ยยยย ทำให้ทริปฮ่องกงกลายเป็นทริปที่ทรงคุณค่ามากกว่าทันที 

Welcome to Hongkong
โปรดสังเกตที่ดวงตายังคงปรือปรอยเหมือนเดิม


ไปฮ่องกง 16-19 มกราค่ะ เป็นช่วงใกล้ๆ ตรุษจีนพอดี แค่ดูคอนเสริต์ X กินเวลาไปแล้ว 2 วัน ไม่ซิ 2 วันครึ่งต่างหาก เพราะโดนสูบพลังไปหมดหลอด HP กว่าจะลุกขึ้นจากเตียงขึ้นมาได้ ก็เที่ยงของวันที่ 18 เข้าไปแล้ว  ทำให้แผน 'ข้ามไปถอนทุนคืนที่มาเก๊า' ถูกพับไปอย่างกระทันหัน แต่น้องสาวบอกว่า "ไม่เป็นไรหรอกติ่ง พวกเราคงใช้ดวงหมดไปแล้วกับคอนของ X แล้ว" (พยักหน้าเห็นด้วย) วันที่ 18 ก็เลยกลายเป็น City Tour ฮ่องกงโดยปริยาย

ตามธรรมเนียมของ City Tour ต้องไปไหว้พระที่วัดอยู่แล้ว การที่โปรแกรมทัวร์ส่วนมากบังคับให้ไปวัดวังตอนเช้า สาเหตุก็เพราะวัดและวังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เปิดทำการเช้าที่สุดค่ะ  เนื่องจากแหล่งช้อปปิ้งหรือห้างสรรพสินค้าทั่วไปจะเปิดกันราวๆ สิบโมงหรือไม่ก็เที่ยงไปเลย  ขณะที่วัดวังนั้นแปดโมงเช้าก็สมควรเปิดแล้ว  บางที่ตีห้าก็เปิดแล้วค่ะ  เผลอๆ เปิดให้คนเข้าไปสักการะตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยก็มี  วัดหวังต้าเซียนแห่งนี้ก็เช่นกัน เห็นว่าเปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้า  และมีคนเนืองแน่นตลอด

Wong Tai Sin New Temple

วัดจีนเนี่ยจุดธูปกันเป็นสิบๆ ดอก เล่นเอาเมากลิ่นธูปกันไปข้าง  พอเจ้าบู้เริ่้มหน้าหงิก  สองศรีพี่น้องเลยจรลีไปที่อื่นต่อ

Chi Lin Nunnery

ค่อนข้างประทับใจวัดนางชีเป็นพิเศษนะ  เพราะูดูโอ่อ่า ใหญ่โต แต่เงียบสงบค่ะ  ฝั่งตรงข้ามก็เป็น Nan Lian Garden ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่มาก ปลูกบอนไซเต็มไปหมด  ทั้งสะอาดแล้วก็ร่มรื่น  คิดว่าเป็นสถานที่ไม่กี่แห่งฮ่องกงที่สามารถสูดหายใจได้เต็มปอดจริงๆ

ว่ากันตามตรงแล้ว ในย่านชุมชนของฮ่องกงนั้นมลพิษทางอากาศสุดๆ อ่ะค่ะ  เราอาจจะไม่เห็นควันดำหรือเขม่นรถก็จริง  แต่กลิ่นมันฟ้อง ทั้งกลิ่นบุหรี่แล้วก็กลิ่นน้ำมันรถ  ที่เปื่อยกลับมาคิดว่าแพ้อากาศเป็นสาเหตุหลักเคอะ

หมดครึ่งเช้า  จริงๆ ไม่ได้เช้าเท่าไหร่ เพราะกว่าจะออกโรงแรม ตระเวณไปไหว้พระจนครบก็ใกล้เที่ยงแล้ว  มื้อเที่ยงวันนี้  มีชายหนุ่มเจ้าของพื้นที่ (รึเปล่า) เป็นเจ้าภาพค่ะ  เขาเป็นเจ้าหน้าที่การทูตที่ย้ายมาทำงานที่ฮ่องกงได้เดือนเศษๆ แน่นอนว่าถ้าเป็นเจ้าหน้าที่การทูตแล้ว แถมเป็นสถานทูตไทยประจำฮ่องกงที่ต้องเลี้ยงรับรองเจ้านายอยู่บ่อยๆ  ย่อมต้องมีข้อมูลร้านอาหารแนะนำที่คนไทยชอบไปกินที่ฮ่องกงอยู่แล้ว มื้อนี้เลยเป็นติ๋มซำ (ของโปรด) ที่ย่าน Tsim Sha Tsui ค่ะ (อร่อยมั่ก)

เรื่องเลี้ยงข้าวเนี่ยซาบซึ้งมากพออยู่แล้ว  แต่ยังอุตส่าห์เป็นไกด์พาไปช้อปอีก  รู้สึกเกรงใจมากมาย เพราะไอ้ของแต่ละอย่างที่เราจะไปซื้อเองรวมถึงคนอื่นฝากซื้อนั้น  มันแบบว่า...เฉพาะกลุ่มมากจริงๆ นะ TOT

ของเฉพาะกลุ่มชิ้นแรกตามใบสั่งคือ "กระเป๋าหลุยส์" ค่ะ

LV สาขา ฮ่องกง

ว่าไป เรื่องซื้อของแบรนด์เนี่ย เห็นแบบนี้ (แบบไหน?) เราถือได้ว่ามีประสบการณ์สูงนะเคอะ เพราะเราเป็นลูกสาวที่ได้ติดสอยห้อยตามท่านนายทุนไปช้อปแบรนด์ทั้งหลายยังแหล่งแล้วทั้งนั้น ทั้งร้านนาฬิกาและรองเท้าที่สวิส ร้านคริสตัลที่ออสเตรียและเช็ค ร้านน้ำหอมที่ปารีส รวมถึงร้านเพชรที่อัมเตอร์ดัม อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นเครื่องหนังอย่างกระเป๋า ประสบการณ์เท่ากับศูนย์อ่ะ ทั้งนี้เพราะท่านนายทุนเห็นว่า "สิ่งสำคัญกว่าราคากระเป๋าที่คุณถือคือจำนวนเงินในกระเป๋านั่นเอง" (เอิ๊ก)

แต่พอมีคนฝากให้ซื้อกระเป๋า  ก็แอบดีใจนะที่ได้ไปต่อคิวซื้อหลุยส์กับเขาเป็นครั้งแรก (แน่นอนว่าเป็นเงินคนอื่น วะฮ่าฮ่า) บูบู้บอกว่า "อยากมีประสบการณ์ซื้อของแบรนด์สักครั้ง" อย่างไรก็ดี  เลยได้เกร็ดความรู้ใหม่ว่ากระเป๋าบางรุ่นของหลุยส์วางขายเป็นบางสาขา อย่างกระเป๋าที่น้องเบลฝากซื้อมา ดันมีขายเฉพาะที่ญี่ปุ่นและเกาะกวมเท่านั้นค่ะ ว่าแต่หลุยส์มี shop ที่กวมด้วยเรอะ?

ต่อจากสินค้าแบรนด์  ก็เป็นการช้อปในย่านมงก๊กล้วนๆ ค่ะ 

CTMA centre (เครดิตภาพจากพันทิปค่ะ)

ไล่มาตั้งแต่ตึก CTMA เพื่อมาซื้อชุดตุ๊กตากับวิกของตุ๊กตาบลายด์ตามใบสั่งค่ะ  จริงๆ ไม่ได้เล่นตุ๊กตาประเภทนี้ แต่ก็อดช็อคกับราคาไม่ได้  ราคาหน้าเวปกับราคาขายที่ร้านมันต่างกันครึ่งต่อครึ่งเลยเหรอฟ่ะ  ทำไมชุดกับวิกของ BJD มันไม่ต่างกันแบบนี้บ้างล่า (โอดครวญ)

ตึก CTMA ถือว่าเป็นแหล่งรวมร้านของเล่นอย่างแท้จริง ช่วงนี้ของเล่นประเภทตุ๊กตากำลังมาแรง  สินค้าที่เกี่ยวข้องเลยมีขายเพียบ ไม่ได้จำกัดเฉพาะบลายด์อย่างเดียว  แม้แต่ BJD ก็มีนะ  เห็นชุดกับตุ๊กตาบางรุ่นของ Doll Zone ขายอยู่ที่นี่ด้วย  อ้อ...ร้านขายเสื้อผ้าของ BJD ที่ชื่อ Doll mini ก็มีหน้าร้านอยู่ที่ตึกแห่งนี้เหมือนกัน

แต่ว่า...ครั้งนี้ตั้งใจจะซื้อรองเท้ากับวิกให้ลูกชายเท่านั้น  (ขอโทษนะคะคุณแม่ตามผู้ชายจนแกลบแล้วค่ะ) เลยผ่าน CTMA ไปที่ Dundas Square เป็นลำดับต่อไปค่ะ

Doll heart (เครดิตภาพจาก Doll heart เช่นกัน)

ร้าน Doll heart ตั้งอยู่ที่ชั้น 8 ของ Dundas Square ค่ะ  คราวนี้เจ้าของท้องที่ที่ตามมาช้อปปิ้งชักตะหงิดๆ แล้วกระมัง  คงคิดว่าพวกผู้หญิงมาฮ่องกงคงไปช้อปเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอางค์ ออกจะน่าเบื่อนิดหน่อย  แต่มันก็เป็นสินค้าพื้นฐานที่หนุ่มๆ ยังพอมีส่วนร่วมได้บ้าง แต่เนี่ยเราพาเข้าแต่ร้านตุ๊กตามาเกือบสิบร้านแล้ว  แถมยังอุตส่าห์มีร้านที่อยู่ชั้นแปดอีกต่างหาก คนที่อยู่ฮ่องกงมาเป็นเดือนยังไม่รู้ว่ามีร้านอยู่ตรงนี้เลย แล้วเรารู้ได้ไง ที่ฮากว่าคืออุตส่าห์มีบัตรสมาชิกกับเขาอีกด้วยนะ (หัวเราะ) มันชักยังไงๆ อยู่เน๊ะ เจ้าของท้องที่เริ่มไหวตัวเลยขอปลีกตัวออกไปในที่สุด

ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากมายค่ะ  เพราะหลังจากนั้นเราก็ตรงดิ่งไปที่ตึก Sino อย่างไม่รอช้า

เพราะที่นี่มีร้าน Uei-Shiang สาขาฮ่องกง >O<
เนี่ยเลย!!! ความวายแบบจีนที่เราใฝ่หา (หัวเราะ) 
ว่าแล้วก็บุกไปชักภาพเสียหน่อย

สำหรับตึก Sino นั้นเป็นตึกที่เน้นสินค้าเฉพาะทางจริงๆ ค่ะ (ร้านพระเครื่องแบบไทยๆ ยังอุตส่าห์มีกับเขาด้วย) แต่ส่วนมากจะเน้นสินค้าสไตล์ญี่ปุ่นซะเยอะ ไม่ว่าจะเป็น ซีดี หนังสือการ์ตูน นิตยสาร ของเล่น อ้อ พวกหนัง AV ก็มีนะเคอะ  เลิฟตึกนี้มากมาย  เดินเที่ยวกลับไปกลับมาสามรอบได้ (หัวเราะ) ก็แหม...มันเป็นบรรยากาศที่หาไม่ได้แล้วในเมืองไทยน่ะซิคะ  พอชั้นสองก็ได้ยินซิงเกิ้ลใหม่ของอาราชิ  ลงชั้นใต้ดินก็เห็นดีวีดีควีนออฟไพรเรทของคัตตูน  เดินเล่นชั้นสามก็มีรูปคอนเอ็กซ์ที่เพิ่งเล่นเมื่อวานขายกันเกลื่อน  ขณะที่บ้านเราตอนนี้โดนกระแสเกาหลีกลืนกันหมดแล่ว  ขณะที่ฮ่องกง รู้สึกว่ากระแสญี่ปุ่นยังแรงดีไม่มีตกเลยจริงๆ

จบ City Tour ของวันที่ 18 แต่เพียงเท่านี้  ตามกำหนดคือต้องกลับวันที่ 19 ค่ะ  แต่บินไฟท์ค่ำ เลยใช้เวลาตั้งแต่เช้ายันเย็นที่สวนสนุก Ocean Park รู้สึกคิดถูกที่เลือกมา Ocean Park เราที่เคยไปโตเกียวดีสนี่ย์แลนด์มาแล้ว  โดนชาวบ้านเป่าหูเอาไว้ว่า  คงจะไม่ประทับใจกับฮ่องกงดีสนี่ยแลนด์หรอก เพราะมันเล็ก  เลยเลือกไป Ocean Park แทน เพราะเห็นว่าเป็นสวนสัตว์ควบกับสวนสนุก  แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะ Ocean Park เนี่ยสุดยอดไปเลยค่ะ


บัตรของ Ocean Park เป็นรูปมอสคอตของที่นี่ค่ะ 

รู้สึกจะได้มอสคอตที่เป็นตัวร้ายมา 

พระเอกของที่นี่เข้าใจว่าเป็นสิงโตทะเลนะ

ประเดิมเครื่องเล่นขึ้นแรก  เป็นรถไฟเหาะตีลังกา 

เราเคยนั่งรถไฟเหาะข้ามดวงดาวนับพันมาแล้วที่โตเกียวดีสนี่ยแลนด์  แต่ที่ Ocean Park นี้เป็นรถไฟเหาะเหนือมหาสมุทรเวิ้งว้าง  ที่มีนกบินโฉบไปโฉบมา  โฮกกกก ช้อบบบ

อย่างไรก็ดี รถไฟเหาะกลายเป็นเครื่องเล่นหวาดเสียวชนิดเดียวที่ได้เล่นน่ะค่ะ (หัวเราะ) เพราะมีเวลาไม่เยอะเท่าไหร่  เลยเน้นดูพวกสวนสัตว์มากกว่าเล่นสวนสนุก  Ocean Park มีอควาเรียมที่สามารถใช้เป็นจุดขายได้เลยจริงๆ เพราะมันน่าสนใจมากๆ  เวลาฟังเกี่ยวกับการโปรโมทอควาเรียมนั้น แต่ละที่ก็จะโปรโมทว่าตัวเองใหญ่ยังงั้นใหญ่อย่างงี้ ใช่ไหมล่ะ  แต่พอมาดูอควาเรียมที่นี่  เราเริ่มรู้สึกว่า อควาเรียมนั้นไม่จำเป็นต้องใหญ่โตก็ได้ มันขึ้นอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในนั้นมากกว่า  ด้วยความที่ Ocean Park เป็นสวนสนุกที่เก่าแก่  บรรดาลุงป้าน้าอาปลาๆ ทั้งหลายที่ถูกเลี้ยงมาก็เลยโตเต็มวัยพร้อมใช้การได้แล้วน่ะค่ะ

 ตัวใหญ่จริงๆ

การได้เห็นปลาฉลามตัวใหญ่ว่ายวนไปมาพร้อมๆ กันหลายตัว  รายล้อมด้วยปลาเล็กปลาน้อย  มันดูน่าตื่นตาตื่นใจดีออก  แถมปลาที่นี่ไม่กลัวคนซะด้วยซิคะ  คงจะชินกันแล้ว  ดูจิ แม้แต่ปลาดาวที่นี่ยังยิ้มได้!

นอกจากนี้เรายังนับถือ  วิธีการสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่จริงๆ แล้วไม่มีอะไร แต่ใส่ไอเดียลงไปให้มันมีอะไรขึ้นมาได้  จริงๆ ประเด็นนี้ต้องยกเอา "นัมซานทาวเวอร์" ของเกาหลีมาเป็นตัวอย่าง จะเห็นได้ชัดที่สุด  แต่ถ้าที่ Ocean Park แล้ว  Sea Jelly Spectacular ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีได้เหมือนกัน  คือเขาเลี้ยงแมงกระพรุนไว้ในตู้กระจกน่ะค่ะ  ลำพังแค่นั้นก็ไม่สามารถดึงดูดความสนใจของคนได้หรอก  เห็นกระพรุนเป็นพันๆ ตัว ลอยตุ๊บป่องไปมา  ชวนขนลุกออก  แต่เขาทำให้มันพิเศษขึ้นโดยการทำเป็นห้องมืด  ติด Black light ทำให้กระพรุนเรืองแสงได้  ดูน่าสนใจขึ้นมาทันที  แถมยังลักไก่เล็กๆ โดยการติดกระจกเงาเพิ่มเข้าไป  จากแมลงกระพรุนที่จริงๆ อาจจะมีแค่ไม่กี่พันตัว  มันเลยดูเยอะเป็นหมื่นเป็นล้านตัวเลยทีเดียว  มนุษย์เนี่ยช่างคิดจริงๆ เนอะ

ด้วยความที่เวลามีน้อย  พอคล้อยบ่ายเลยนั่งเคเบิ้ลข้ามลงไปอีกฝั่ง  เพื่อรอรถกลับค่ะ


แต่ก่อนกลับมีสิ่งที่ต้องไปดูให้ได้ก่อน นั่นก็คือ

บ้านแพนด้ายักษ์

เป็นเรื่องหน้าอายมากมั้ยถ้าจะบอกว่า  เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นแพนด้าตัวเป็นๆ ถึงช่วงช่วงกับหลินฮุ่ยจะอยู่ที่เชียงใหม่ใกล้กรุงเทพแค่นี้  แต่เราก็ไม่มีโอกาสได้ไปดูสักที  มาได้เห็นแพนด้าที่ Ocean Park ครั้งนี้ก็ครั้งแรกล่ะค่ะ  สำหรับบูบู้ที่เคยเห็นแพนด้าทั้งที่อเมริกาแล้วก็เชียงใหม่ ก็ให้คอมเม้นต์ว่า "มาดูแพนด้าทีไรก็เห็นมันหลับทุกที ไม่เคยรู้เลยว่ามันตื่นเวลาไหนบ้าง"

เค้าหลับอยู่

ด้านหน้ามีจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการช่วยเหลือแพนด้าที่ประสบเหตุการแผ่นดินไหวที่เฉินตูด้วยค่ะ 

 จะว่าน่าสงสารก็น่าสงสารอยู่  แต่ทำไมดูน่ารักมากกว่านะ

ยิ่งรูปที่แพนด้าหนีตายไปเกาะอยู่บนตอไม้เดียวกัน

เนี่ยโครตของโครตน่ารักเลย

หมดเวลาแล้ว ต้องอำลาฮ่องกงแต่เพียงเท่านี้ล่ะค่าาาาาาาาาา  

 entry ต่อไป "How to ไปดูคอนเสริต์ที่ญี่ปุ่น"  ใกล้ถึงเดือนพฤษภา ฤดูกาลให้การทัวร์คอนเสริต์ที่ญี่ปุ่นแล้วซินะ

ปล. รู้สึกว่าอาหารแต่ละจานของฮ่องกงจะเป็นจานใหญ่เกินกว่าจะกินหมดทุกจานเลยล่ะ  แม้แต่ยาคูร์ที่รสชาติเหมือนเมืองไทยเด๊ะ แต่ก็ขวดก็ใหญ่กว่านะคะกว่านะคะ

ปล2. รูปแหล่งท่องเที่ยวทั้งหลาย  แทบไม่ได้ถ่ายเองเลยค่ะ  จกรูปคนอื่นมาแปะทั้งนั้น  เพราะพอถึงเวลาช้อป ใครมันจะมัวมาถ่ายรูปล่ะนะ (หัวเราะ)

edit @ 17 Apr 2009 13:46:43 by toy_ting